The Dark Crystal: ภาพยนต์คลาสสิคของจิม เฮ็นสัน (Jim Henson) เกือบจะต้องจบลงเพราะนักการเงิน

This post is also available in: อังกฤษ

ผู้ชมภาพยนต์ในเดือนธันวาคมปี 1982 มีตัวเลือกเพียงไม่กี่ตัวเลือกเวลาชมภาพยนตร์ พวกเขาสามารถดู ทู้ทซี ภาพยนต์ตลกเรื่องราวของการปลอมตัวเป็นเพศตรงข้าม นำโดย ดัสติน ฮอฟแมน (Dustin Hoffman) หรือจะดู อี.ที. เพื่อนรัก (E.T.) หนังเอเลี่ยนน่ารักๆสำหรับดูกันเป็นครอบครัว หรือจะดู เดอะ ดาร์ค คริสตัล (The Dark Crystal) ภาพยนตร์เกี่ยวกับ … เอ่อ ตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกว่า The Dark Crystal คืออะไรกันแน่

จนมาถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีอะไรเทียบได้กับภาพยนตร์ที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกแฟนตาซี โดยที่ไม่มีมนุษย์ให้เห็นในภาพยนตร์สักนิดเดียว ตัวละครทั้งหมดในเรื่องเป็นหุ่นเชิด แต่กลับมีความซับซ้อนกว่าความสิ่งใดๆในโลกภาพยนตร์ยุคนั้น

แรงบันดาลใจของ เดอะ ดาร์ค คริสตัล

แรงบันดาลใจของภาพยนตร์มีที่มาจากหลายๆที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของจรเข้ในปราสาทของ Leonard B. Lubin ที่จุดประกายความคิดในหัวของจิม เฮ็นสัน หรือจะเป็นหนังสือปรัชญายุคใหม่ชื่อ Seth Material ชิ้นงานปรัชญาที่นำเสนอสิ่งมีชีวิตแห่งพลังและการโน้มสติให้แก่ชาวอเมริกันในช่วงยุค 1970 และ 1980 จิม เฮ็นสันบอกกับเพื่อนร่วมงานว่าเขาอยากจะกลับไปหาเรื่องที่ให้ความรู้สึกแบบเรื่องเล่าสยองขวัญของพี่น้องกริม (Grimm Brothers) เพราะเขาอยากให้เด็กๆรู้สึกกลัว

Skeksis, Dark Crystal, Jim Henson
การสนทนาของวายร้าย Skeksis

เป็นพายุหิมะที่ส่งให้เรื่องราวดำเนินต่อไปข้างหน้า เฮ็นสันและลูกสาวของเขา เชอริล (Cherly) วาดโครงเรื่องและจังหวะของภาพยนตร์ขณะที่ติดอยู่ที่สนามบินนิวยอร์ค ทั้งสองช่วยกันปั้นโลกที่เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้น เวอร์ชั่นหนึ่งเป็นเรื่องราวของการเดินทางในโลกใต้ดิน ซึ่งตัวละครหลักจะได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่ขุดเจาะหินอยู่ใต้พื้น และถึงแม้ไอเดียนี้จะตกไป แต่ก็ถูกนำมาใช้ไม่กี่ปีให้หลังในเรื่อง Fraggle Rock.

เฮ็นสันร่วมมือกับนักวาดภาพประกอบ ไบรอัน ฟราวด์ (Brian Froud) ในการสร้างสรรค์โลกนั้น โดยให้อิสระไบรอันในการออกแบบสิ่งมีชีวิตที่มีเสน่ห์ขึ้นมา พวกเขาพัฒนาเรื่องราวที่ค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างความดีและความชั่วร้าย และภาษามีบทบาทสำคัญในการถ่ายทำของโครงการอย่างมาก ภาษาใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นสำหรับเหล่าวายร้าย Skeksis และชาวโลก Podlings ก็ได้รับภาษาที่มีรากฐานมาจากภาษาเซอร์เบียและโครเอเชีย

และจะมีช่วงเวลาหนึ่งในการถ่ายทำโดยกลุ่มที่ดีนั้นพูดภาษาอียิปต์ และกลุ่มวายร้ายพูดภาษากรีก แต่กลุ่มผู้ชมนั้นไม่ชอบเป็นอย่างมากหลังจากได้ชมเวอร์ชั่นทดสอบที่ใช้ภาษาดังกล่าวดำเนินเรื่อง คำบรรยายก็ชวนให้วอกแวก และสุดท้ายเสียงในภาพยนตร์ก็ถูกทับด้วยเสียงภาษาอังกฤษ

Podling, Dark Crystal, Jim Henson
ชาว Podling ที่ถูกดูดวิญญาณไปจนหมด

นวัตกรรมทางเทคนิคหลายอย่าง

เดอะ ดาร์ค คริสตัล นั้นมีอุปสรรคที่ต้องใช้เทคนิคทางวิศวกรรมมาแก้ไข การแสดงออกทางสีหน้าของ Gelfing ต้องใช้ถุงหลายๆถุงเพื่อจำลองกล้ามเนื้อบนใบหน้า ส่วนอื่นๆถูกควบคุมผ่านทางวิทยุแทนการใช้แขนเชิดหุ่นตัวละครเล็กๆทั้งหลาย

สิ่งมีชีวิตปุกปุยขนาดเล็กในหลายๆครั้งเป็นเพียงแค่ของเล่นที่ถูกคลุมไว้ด้วยขน ในขณะที่ชุดยักษ์ Garthim นั้นหนักมากขนาดที่นักแสดงต้องแขวนตัวเองบนไม้แขวนเพื่อพักเหนื่อย
dark crystal 3

ตำนานที่ยืนยงของ เดอะ ดาร์ค คริสตัล

ตัวภาพยนตร์นั้นใช้งบประมาณประมาณ 15 ล้านดอลล่าร์สหรัฐในการถ่ายทำ และทำเงินกลับมาให้ราวๆ 40 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง ที่ปรึกษาทางการเงินของเฮ็นสันเสนอให้เขาล้มเลิกโครงการนี้ แต่เขาก็ได้บอกกลับไปว่าตอนที่เขาไม่ค่อยอยากจะโปรโมทสินค้าเซซามี สตรีท (Sesame Street) ก็เป็นที่ปรึกษาทั้งหลายนั่นแหละที่บอกว่าเขาสามารถใช้เงินส่วนนั้นไปสนับสนุนโครงการที่เขาหลงไหลได้

และเดอะ ดาร์ค คริสตัล ก็เป็นเพียงแค่โครงการที่เขาหลงไหลนั่นเอง ไม่ใช่แค่สำหรับจิม แต่สำหรับผู้คนอีกนับร้อยที่ทำงานเคียงข้างเขาในภาพยนตร์ และตำนานนั้นก็ได้ถูกส่งต่อไปในทางที่ไม่น่าจะเป็นได้ ที่จริงแล้ว การถ่ายทำโยดาในเรื่องสตาร์ วอร์ส (Star Wars’ Yoda) ก็เป็นจริงได้โดยใช้นวรรตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างถ่ายทำ เดอะ ดาร์ค คริสตัล นั่นเอง

โทบี (Toby) เด็กน้อยในภาพยนตร์เรื่องมหัศจรรย์เขาวงกต (Labyrinth) ก็เกิดขึ้นได้เพราะเดอะ ดาร์ค คริสตัล เช่นเดียวกัน เพราะพ่อกับแม่ของเขาพบกันในกองถ่ายนั่นเอง