เราได้ถามศาสตราจารย์ด้านศีลธรรมเกย์กับการโพสท์ภาพหนุ่มๆสุดหล่อบนโลกออกไลน์โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าตัว

This post is also available in: อังกฤษ สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส จีนดั้งเดิม

The Daily Mail พึ่งจะค้นพบเว็บไซต์หนึ่งชื่อว่า Tube Crush ที่ผู้คนจะถ่ายภาพเกย์ในรถไฟใต้ดินเมืองลอนดอน โพสท์ลงบนเว็บไซต์ และให้คะแนนพวกเขาจากภาพลักษณ์ภายนอกของเขาเหล่านั้น (ซึ่งผู้ชายที่ดูกำยำและดูมีฐานะมักจะได้คะแนนเยอะกว่าปกติ ไม่แปลกใจเลย) ซึ่งเว็บไซต์นี้มีผู้ติดตามบน Facebook กว่า 11,000 คน และมีผู้ติดตามบน Twitter เกือบ 10,000 คน และยังถูกวิจารณ์ว่ามีการมองเห็นผู้ชายเป็นวัตถุและเผยแพร่ภาพถ่ายของพวกเขาโดยไม่ได้รับคำยินยอม มีผู้ใช้คนหนึ่งออกความเห็นว่า “ถ้าหากว่าผู้ชายอัพโหลดภาพผู้หญิงและให้คะแนนพวกเธอจากหน้าตาและภาพลักษณ์ภายนอก พวกเขาจะต้องโดนยำเละแน่นอน”

ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ใช้ Tumblr หรือ Instagram คุณก็น่าจะเคยเห็นเว็บไซต์ในแบบคล้ายๆกันที่มีการโพสท์ภาพแอบถ่ายหนุ่มๆตอนที่พวกเขาออกกำลังกายอยู่ในฟิตเนส หรืออยู่บนรถโดยสาร หรือแม้แต่กำลังเดินอยู่ข้างถนน ซึ่งในมุมมองหนึ่งนั้น ภาพถ่ายเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยอะไรนัก เพราะยังไงเราก็เป็นประเทศเสรี พวกเขานั้นก็อยู่ในที่สาธารณะ และใครบ้างล่ะจะไม่ชอบเห็นหนุ่มหล่อๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การโพสท์ภาพแบบนั้นบนโลกออนไลน์โดยที่เจ้าตัวนั้นไม่รับรู้ก็เป็นการทำให้คนๆหนึ่งสูญเสียความเป็นส่วนตัวและกลายเป็นวัตถุสาธารณะ แล้วมันเป็นปัญหาหรือเปล่านะ

 

Tube Crush และเว็บไซต์อื่นๆกับการโพสท์ภาพหนุ่มๆออนไลน์

อีกตัวอย่างหนึ่งที่คุณสามารถเห็นการกระทำแบบนี้ได้ก็คือในหมวดหมู่ “Guydar” บนเว็บไซต์ Boy Culture ซึ่งจะมีภาพถ่ายหนุ่มๆที่กำลังเดินอยู่บนถนนที่ถ่ายโดยเจ้าของเว็บไซต์ ซึ่งเราเคยชอบฟีเจอร์ดังกล่าวเมื่อนานมาแล้ว แต่เมื่อเราลองนึกถึงภาพที่จะถูกเห็นจากคนนับพันคนบนโลกออนไลน์ ทำให้เราตั้งคำถามถึงศีลธรรมและความเป็นส่วนตัวทันที

เพื่อให้ไม่เกิดความสับสน ในที่นี้เราไม่ได้พูดถึงกฏหมายหรือข้อบังคับต่างๆ ซึ่งมีหลายอย่างบนโลกนี้ที่ไม่ได้ผิดกฏหมายแต่สามารถผิดศีลธรรมและเป็นปัญหาได้ และเราไม่ได้กำลังพูดถึงคนดังบนพรมแดง นักการเมืองในงานสาธารณะหรือนักแสดงอื่นๆที่ยอมรับความสนใจจากภายนอก เรากำลังพูดถึงภาพถ่ายของคนธรรมดาทั่วๆไปเท่านั้น

ถ้าดูอย่างผิวเผินนั้น มันคงไม่มีอะไรผิดศีลธรรมกับการถ่ายภาพคนอื่นในที่สาธารณะ (ซึ่งตรงกันข้ามกับการถ่ายภาพพวกเขาในที่ส่วนตัวเช่นห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัว หรืออื่นๆ) ในโลกปัจจุบันที่ทุกๆคนมีกล้องถ่ายภาพอยู่กับมือถือติดตัวตลอดเวลา มันคงเป็นเรื่องไม่แปลกนักที่จะมีคนถ่ายภาพของคุณโดยที่คุณไม่รู้ แต่เป็นการกระทำกับภาพเหล่านั้นต่างหากที่สำคัญ

เป็นไปได้ว่าการแบ่งปันภาพเหล่านี้บน Tube Crush หรือเว็บไซต์อื่นๆจะถูกมองว่าเป็นการชื่นชมทางหนึ่ง เหมือนกับการแบ่งปันภาพถ่ายพระอาทิตย์ตกที่เรามองว่าสวยนั่นเอง จะมีสักกี่ครั้งที่คุณเห็นคนที่หน้าตาดีมากๆคนหนึ่งแล้วจะคิดว่า “โห คนอะไรจะดูดีได้ขนาดนี้ อยากให้เพื่อนๆได้เห็นบ้างจัง” ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ได้แย่นัก แต่บางครั้งเราโพสท์ภาพเหล่านั้นเพื่อแสดงอารมณ์และประสบการณ์ (บางครั้งอีโรติกนิดๆ) กับคนอื่นๆได้รับรู้

Boy Culture และ Tube Crush มักจะเพิ่มข้อความชมด้านใต้ภาพอย่างเช่นเรียกพวกเขาว่าสุดหล่อ ซึ่งทำให้เห็นว่าคำอธิบายภาพนั้นมีบทบาทมากทีเดียว มันคงจะแตกต่างไปมากถ้าหากข้อความอธิบายใต้ภาพนั้นเขียนถึงความคิดแฟนตาซีสีเทากับคนในภาพ หรือถามว่าจะหาซื้อเสื้อผ้าของพวกเขาได้ที่ไหน (หรือคำอธิบายล้อเลียนอย่าง She Has Had It หรือ People of Walmart) — ซึ่งจะทำให้คนในภาพเหล่านั้นมีความหมายที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงและทำให้เกิดการปฏิบัติต่อภาพถ่ายที่ไม่เหมือนกันแม้แต่นิดเดียว

 

การโพสท์ภาพถ่ายของหนุ่มๆบน TubeCrush หรือที่อื่นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ไม่ว่าเป้าหมายของการกระทำนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม นักศีลธรรมคนหนึ่งกล่าว “เมื่อคุณได้โพสท์อะไรก็ตามลงบนโลกออนไลน์แล้ว สิ่งที่คุณส่งออกไปนั้นสามารถถูกตีความได้ในหลายรูปแบบ” คนที่เห็นภาพเหล่านั้นสามารถที่จะแชร์สิ่งที่พวกเขาเห็นได้ไม่จบสิ้นและคอมเม้นท์กันตามที่พวกเขาต้องการ “เมื่อคนๆหนึ่งตกเป็นเป้ากับความเห็นออนไลน์เหล่านั้นเพราะคุณ คุณก็จะต้องพบกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น” และเมื่อมีกลุ่มผู้ชมที่มากขึ้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็ย่อมต้องเป็นความรับผิดชอบของคุณอย่างแน่นอน

คนบางกลุ่มมองว่าการโพสท์ภาพส่วนตัวใดๆของคนอื่นถือว่าเป็นการทำให้อับอายทางหนึ่ง เพราะมันอาจจะก่อให้เกิดการล้อเลียนได้ และมันจะกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อคนในภาพนั้นเป็นคนกลุ่มน้อย อย่างเช่นสตรีแปลงเพศ คนสีผิว คนแก่ เด็กเล็ก คนที่ยากจน หรือแม้กระทั่งคนที่มีความผิดปกติทางร่างกาย ซึ่งพวกเขาเหล่านี้มีความสามารถในการต่อสู้กับสิ่งเหล่านั้นน้อยกว่าคนกลุ่มอื่นๆเช่นชนชั้นกลาง คนที่ร่างกายสมส่วน หรือคนผิวขาว

ภาพจาก TubeCrush

บางคนอาจจะบอกว่าการเผยแพร่ภาพถ่ายของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ถ้าหากมีการเบลอหน้าของพวกเขาเมื่อมีพฤติกรรมที่อาจจะถูกมองในด้านลบ เช่นความกลัวเพศทางเลือกหรือการนั่งอ้าขาของผู้ชายในที่สาธารณะ และแม้กระนั้นก็ตาม การล้อเลียนและการเผยแพร่ที่ไม่ดีนั้นอาจส่งผลร้ายกลับมายังผู้เผยแพร่ และบางครั้งทำให้ข้อมูลส่วนตัวอย่างเช่นที่อยู่ของพวกเขาถูกเปิดเผย ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถถูกโจมตีได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ถือเป็นเรื่องน่าสนใจที่กฏหมายในหลายๆรัฐเริ่มให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของปัจเจกบุคคลมากขึ้น บางรัฐในสหรัฐอเมริกามีกฏหมาย“สิทธิในการเผยแพร่”ที่อณุญาตให้คุณสามารถฟ้องร้องคนที่เผยแพร่ภาพของคนบนสองปัจจัย หนึ่งคือมีภัยอัตรายใดๆที่เกิดขึ้นต่อคนในภาพจากการเผยแพร่ภาพดังกล่าว และสองคือคนในภาพได้ประโยชน์จากการเผยแพร่ภาพดังกล่าวหรือไม่

แม้ว่ากฏหมายดังกล่าวจะแตกต่างในหลายๆรัฐ (และมีการบังคับใช้ที่ไม่เท่ากัน) แต่ในพื้นที่สำหรับกลุ่มเพศทางเลือก — อย่างเช่นบาร์เกย์ พาเหรด Pride หรืออีเว้นท์งาน LGBTQ ต่างๆ — นั้นก็เริ่มเห็นว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะถูกถ่ายภาพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเพราะความเขินอายหรือการไม่ชอบส่วนตัวก็ตาม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา งานอย่าง QueerBomb Dallas งานเฉลิมฉลอง LGBTQ ประจำปีและ GaymerX East งานเกมมิ่ง LGBTQ ประจำปีได้มีการมอบป้ายชื่อที่มีสีที่สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้เข้าร่วมงานนั้นไม่ต้องการให้ภาพถ่ายของพวกเขาถูกเผยแพร่ในงานดังกล่าว

 

ศาสตราจารย์ด้านศีลธรรมเกย์มีความเห็นอย่างไรกับการโพสท์ภาพหนุ่มๆ

เราได้สอบถามด็อกเตอร์ Joseph Abernathy* ที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแถบตะวันตกกลางเกี่ยวกับความเห็นของเขาต่อการโพสท์ภาพถ่ายคนอื่นบนโลกออนไลน์ เขาได้แนะนำ 3 วิธีในการวิเคราะห์ศีลธรรมของการกระทำดังกล่าวมาให้เราได้ฟังกัน

อย่างแรกคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ในการเผยแพร่ภาพดังกล่าว นั่นคือคำนึงว่าการโพสท์ภาพดังกล่าวนั้นจะส่งผลดีต่อคนจำนวนมากและทำให้พวกเขามีความสุขหรือไม่ ซึ่งการมองในมุมนี้ไม่ได้คำนึงถึงศีลธรรมมากเท่าใดนัก และเป็นการมองจากผลลัพธ์ที่มีต่อคนหมู่มากเป็นหลัก

วิธีที่สองคือการโฟกัสไปที่สิทธิพื้นฐานมากกว่าผลลัพธ์ ซึ่งในวีธีนี้ ความสุขที่คนอื่นจะได้รับจากการโพสท์ภาพดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าการคำนึงว่าผู้โพสท์มีสิทธิในการเผยแพร่ภาพดังกล่าวหรือไม่ และถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ถูกถ่ายภาพหรือไม่

วิธีที่สามคือมุ่งไปที่คุณธรรม หรือการคำนึงว่าการโพสท์ภาพดังกล่าวนั้นจะสะท้อนถึงคุณธรรมหรือบูรณภาพหรือไม่ อย่างเช่นนักถ่ายภาพอาจจะคิดว่าการเผยแพร่ภาพเซ็กซี่นั้นถูกศีลธรรมเพราะเป็นการให้เกียรติความงามของพวกเขาและแสดงถึงความสมบูรณ์ของร่างกายมนุษย์ แต่ในทางตรงกันข้าม บางคนอาจจะเห็นว่าการเผยแพร่ภาพที่ล่อแหลมหรือเผยแพร่บนเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงน้อยอาจจะไม่ได้เป็นการให้เกียรติกันอย่างที่คนกลุ่มแรกคิดก็ได้

ด็อกเตอร์ Abernathy บอกว่ากฏเหล็กก็คือ — “ปฏิบัติในสิ่งที่คุณอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับคุณ” — สามารถช่วยคุณตัดสินใจได้ว่าการโพสท์ภาพดังกล่าวนั้นถูกศีลธรรมหรือถูกต้องหรือไม่ และเขายังบอกอีกว่านักปรัชญาอริสโตเติลได้เสนอว่าการตัดสินว่าสิ่งใดจะถูกศีลธรรมนั้นควรจะตัดสินบนเหตุผลมากกว่าความชอบ หมายความว่าเพียงเพราะแค่อะไรบางอย่างทำให้คุณมีความสุขหรือทำให้คนอื่นมีความสุขไม่ได้หมายความว่าการกระทำนั้นเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ควรจะถามว่าคนๆหนึ่งจะรู้สึกอย่างไรถ้าหากภาพของพวกเขาถูกเผยแพร่โดยที่ไม่ได้รับการยินยอมจากพวกเขา

“ผมอยากจะแบ่งปันกับนักเรียนและผู้อ่านว่าคำถามด้านศีลธรรมเหล่านี้มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา” ด็อกเตอร์ Abernathy กล่าว “ฉะนั้นปัญหาว่าว่าอะไรควรจะโพสท์หรือไม่โพสท์ลงบนเฟสบุ๊คนั้นเป็นคำถามที่มีการถามมาเป็นเวลาหลายร้อยปี เพียงแค่ในปัจจุบันนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์และเกิดขึ้นตลอดเวลามากกว่าการถูกเขียนถึงในบทความในอดีตที่แตกต่างไป”

 

* เราใช้ชื่อย่อเพื่อไม่แสดงถึงตัวตนของศาสตราจารย์ ซึ่งเขานั้นสอนอยู่ในมหาลัยอณุรักษ์นิยมแห่งหนึ่ง

จากภาพ Tube Crush